Labels Articles

Google Doodles (20) วันสำคัญสากล (11) 10 สถานที่ที่น่ากลัวที่สุดในโลก (10) วันสำคัญของไทย (7) เกร็ดความรู้วันล่ะนิด (7) Linux (2)
Showing posts with label 10 สถานที่ที่น่ากลัวที่สุดในโลก. Show all posts
Showing posts with label 10 สถานที่ที่น่ากลัวที่สุดในโลก. Show all posts

Tuesday, June 25, 2013

ประวัติ 10 สถานที่ที่น่ากลัวที่สุดในโลก อันดับ 2 อัลคาแทรซ (Alcatraz) คุกที่ไม่มีใครเคยแหกสำเร็จ


( ภาพโดย Wikipedia จาก th.wikipedia.org )

คุก~ สถานที่ที่เมื่อกล่าวถึงแล้ว หลายๆคนก็คงจะนึกเหล่าโจรที่นอนในอยู่ในคุกผู้น่าสงสารทั้งหลาย ที่ไม่อาจจะหนีเงื้อมมือตำรวจพิทักษ์สันติราษฏร์พ้น แต่อ่ะๆๆ ก่อนที่เราจะไปเจาะลึกข้อมูลกันนั้น กระผมขอพาไปดูมุมน่ารักๆ ของคุกกันสักนิดเพื่อจะสร้างบรรยากาศดีๆ กับคุกกันขอรับ

( วิดีโอโดย คุณ chocolatebrownzz จาก www.youtube.com )

เอ้าล่ะ ขำขันกันได้ที่แล้ว เราก็มาเริ่มเจาะลึกกันเลย~~

เกาะอัลคาแทรซ ตั้งตระง่าอยู่กลางอ่าวเล็กๆ ณ ฟราสซิสโก อเมริกา 
ที่นี้ในปัจจุบันได้เปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวให้เราๆหรือผู้สนใจได้ไปสัมผัสบรรยากาศแห่งยอดคุกโดยไม่ต้องปล้นธนาคารให้เหนื่อยเปล่า =w= และที่นี้ยังได้รับการเข็นขึ้นเป็นโบราณสถานของชาติเมื่อปี 1986 อีกด้วย ^o^

แต่เดิมนั้นอัลคาแทรซเป็นเพียงเกาะธรรมดา ( และไม่มีชื่อเลยด้วยซ้ำ ^ ^" ) ต่อมาปี 1775 เกาะนี้ก็ถูกพบโดยชาวสเปนนามว่า ฮวน มานูเอล เดอ อยาลา เมื่อลุงฮวนมาถึงสิ่งแรกที่เค้าเห็นก็คือ นกทะเลกลาดตาอยู่ทั่วทั้งเกาะ ( มั้ง ;) ) เค้าเลยตั้งชื่อ ( แรก ) ให้กับเกาะนี้เลยว่า ลา อิสลา เด โลส อัลกาตราเซส หรือเกาะแห่งนกกระ ทุงๆๆๆๆ XD ซึ่งต่อมา ( อีกครั้ง :D ) เมื่อชาวอังกฤษเริ่มย้ายถิ่นฐานเข้ามาที่ฟราสซิสโกนี้มั่ง จึงได้เปลี่ยนชื่อเกาะนี้เป็นชื่อที่เรารู้จักกันดีคือ อัลคาแทรซ ตามสำเนียงของตน { อัลกาตราเซส=อัลคาแทรซ }

แรกเริ่มนั้นอัลคาแทรซใช้เป็นเพียงที่ตั้งหอประภาคารไว้ส่องสปอนต์ไลท์! อุ๊ป! [ โดนตบ ] แหะๆ ล้อเล่นขอรับ ไว้ส่องแสงนำทางเรือที่สัญจรไปมา ( และที่อาจจะตั้งใจสัญจรไปๆมาๆ +v+ ) แต่แล้วด้วยองค์ประกอบอันเหมาะเหม็ง ไม่ว่าจะเป็นสภาพเกาะที่เล็ก เนื้อที่ ( ไม่ ) พอให้แมวดิ้นตาย XD ดินที่อุดมสมบูรณ์มาก กระทั่งหญ้ายังขึ้นแทบไม่ได้ แถมรายล้อมไปด้วยกระแสน้ำทะเลที่พร้อมจะพาคุณดำดิ่งชมทัศนียภาพอันสวยงามใต้ท้องทะเลพร้อมๆกับเรือของคุณทุกเมื่อ :P ทำให้ที่นี้ถูกพิจารณาจากรัฐบาลในยุคนั้นให้เปลี่ยนที่นี้จากหอประภาคารเป็นฮ่องก(ร)งซะเลย 555

( ภาพโดยคุณ pim_pim จาก writer.dek-d.com )

หน้าที่แรกเริ่มของน้องคุกหน้าใหม่นามอัลคาแทรซคือการกักขังนักโทษทางการเมืองในสมัยสงครามกลางเมืองในรัฐต่างๆ ตั้งแต่ปี 1861
ทีแรกคุกนี้ก็อยู่กันดั่งครอบครัว ( เหรอ? X) ) มีสมาชิกเพียงแค่ 26 คนเท่านั้น ( นี้นับผู้คุมรึยังเนี้ย ^w^" ) แต่แล้วด้วยผลกระทบจากสงครามใกล้เคียง สเปน-อเมริกัน ทำให้พวกเค้าไม่ต้องทนเหงา อยู่กันแค่ 26 ( และผู้คุมอีกไม่รู้กี่คน XP ) อีกต่อไป แต่เป็น 450 คนแทน XD ( อยู่กันเป็นปลากระป๋องเลย =w= )

ต่อมาในปี 1933 น้องคุกหน้าไม่ใหม่ซะแล้ว นามอัลคาแทรซก็ถูกถ่ายโอน ต้องจากจรบิดามาอยู่กับผู้อุปการะใหม่นั้นคือ สำนักงานราชทัณฑ์ของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ หรือ "เอฟบีพี" สังกัดกระทรวงยุติธรรม นั้นเอง ซึ่งในตอนนี้เองก็ได้เกิดแผ่นดินแดนซ์! อุ๊ป! อ๊บ! [ โดนตบ เตะ ] แหะๆ แผ่นดินไหวขอรับ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อฟราสซิสโกเป็นอย่างมาก ทำให้ต้องขนนักโทษตาดำๆ ( และไม่ดำ ^ ^" ) มายังเกาะนี้เพื่อความปลอดภัย

และแล้วบิดาบุญธรรม "เอฟบีพี" ก็ได้มีการเพิ่มเติมคุกเรื่อยมา จนเมื่อปี 1934 คุกอัลคาแทรซก็มีทั้งป้อม ค่ายกักกันมากมายและระบบรักษาความปลอดภัยที่แข็งขัน พร้อมจะให้บริการพี่เบิ้มระดับแนวหน้าทั้งหลายแล้ว โฮะๆๆ ^o^

ตลอดเวลา 29 ปี ตั้งแต่ปี 1936 คุกอัลคาแทรซก็ได้ขังเหล่าคนดังมากมาย ไม่ว่าจะเป็น อัล คาโปน, รอเบิร์ต สเตราด์, จอร์จ เคลลี, เจมส์ บัลเจอร์ นอกจากนี้ยังได้ขัง แอลวิน คาร์ปิส ด้วยนะเธอ~

ตามสถิติจากคุกอัลคาแทรซ มีผู้พยายามแหวก เอ๊ย! แหกคุกทั้งหมด 14 ครั้ง และพยายามจะเป็นไทจากคุกอัลคาแทรซทั้งสิ้น 36 คน แต่ก็ตามไตเติ้ล ไม่มีใครแหกหรือแหวก........ เอ่อ... แหวก... คุกนี้ได้สำเร็จ จากทั้ง 36 คน 23 คนถูกจับกลับมากระทำเยี่ยงของเล่นจนปางตาย =w= 6 คนได้ลูกตะกั่วพาส่งกลับบ้านเก่า 7 คนได้อุทิศร่าง  ( อย่างไม่เต็มใจ ^ ^" )  ไปเป็นอาหารให้เหล่าฉลามและปลาน้อยๆที่หิวหวย ( กระหาย ) ทั้งหลาย.....
ก็สรุปว่าไม่มีใครรอดไปได้อ่ะเนอะ :P

แต่แล้วก็ไม่มีอะไรยั่งยืน สุดท้ายคุกแห่งนี้ก็ถูกบิดาบุญธรรมทอดทิ้งในปี 1963 ตามคำสั่งของ รอเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี รัฐมนตรียุติธรรมสหรัฐฯในตอนนั้น  เนื่องจากคุกอัลคาแทรซก็ทำงานมานาน มีผลงานอันเลื่องชื่อลือชามากมาย แถมก็อายุก็ปาเข้าไป 80 กว่าๆแล้วด้วย ควรจะเกษียณและรับบำเหน็จบำนาญได้ ( นาน ) แล้วบวกกับค่าดูแลรักษาสารพัดซึ่งรวมๆแล้วยังมากกว่าคุกตามในเมืองอีกต่างหาก
แต่แล้วอัลคาแทรซได้ผู้อุปการะใหม่เมื่อได้เปลี่ยนไปเป็นศูนย์ฝึกอบรมอาชีพให้กับคนพื้นเมืองอเมริกัน ในปี 1969 แต่แล้วก็ปิดตัวลงอีกครั้งอย่างรวดเร็วในปี 1971 สุดท้ายจึงได้รับการเพิ่มเข้าเป็นโบราณสถานแห่งชาติในที่สุดนะชะเอิ้งเอ่ย~~

แหม่ะ เดียวจะว่ามีแต่มุมไม่ดี คุกอัลคาแทรซก็มีมุมดีๆนะขอรับ ไม่ว่าจะเป็นห้องขังแบบ one man per room และสุขาอย่างดีห้องต่อห้อง นี้ยังไม่รวมอาหารอีกนะ ทำให้คุกอัลคาแทรซสมัยที่ยังหนุ่มยังแน่น มีนักโทษหลายคนขอย้ายมาที่นี้ด้วยล่ะ~!
ไม่เชื่อล่ะซี้ นี้ดูรูปยืนยันได้เลย

( ภาพโดย abovephotos จาก www.abovephotos.com )

Credit:
data by

picture by

video by

Tuesday, June 4, 2013

ประวัติ 10 สถานที่ที่น่ากลัวที่สุดในโลก อันดับ 3 ปราสาทของวลาด ดารคู ทรานซิลวาเนีย โรมาเนีย 2/2 ( ตอนจบ )


อ่านตอนแรกได้ที่นี้ [Link]

ครั้งเมื่อวลาดถูกขังอยู่ในฮังการีในช่วงเวลาหนึ่ง ยามว่างของวลาดก็ยังอยู่ในเรื่องเสียบๆอยู่ เหยื่อของเขานั้นคือบรรดาสัตว์เล็กๆ จำพวกนกที่เขามักจะจับมันมาเสียบกับไม้จำลองอันเล็กๆ เขานำซากเสียบนั้นปักเกลื่อนกลาดในที่คุมขังของเขา

ภายหลังการเข้ายึดบัลลังก์คืนได้สำเร็จ เป้าหมายการล้างแค้นของเขาคือขุนนางแห่งเมืองทีร์โกวิสเตที่ต้องรับผิดชอบการตายของบิดาและพี่ชายของเขา วลาดได้เชื้อเชิญบรรดาขุนนางเหล่านั้นพร้อมกับครอบครัวมาเฉลิมฉลองเทศกาลอิสเตอร์ หลังจากแขกรับประทานอาหารเสร็จแล้ว ทหารวลาดก็บุกเข้ามาล้อมจับทุกคนที่อยู่ที่นั้น แล้วบังคับให้ออกเดินทางไปเมืองโปเอนารีซึ่งห่างออกไป 50 ไมล์ นักโทษทั้งหมดถูกบังคับให้สร้างป้อมปราการอันแข็งแกร่งบนภูเขาสูงท่ามกลางภูมิประเทศและอากาศที่แสนเลวร้าย นักโทษหลายคนต้องตายในขณะก่อสร้างเพราะร่างกายเปลือยเปล่า และเมื่อนักโทษสร้างป้อมปราการเสร็จแล้ว วลาดตอบแทนพวกเขาด้วยการเสียบร่างประจาน

( ภาพโดย คุณ Joanna Parypinski จาก joannaparypinski.com )

อีกเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าวลาดเป็นคนโหดเหี้ยมไม่สนทุกชนชั้น คือวันหนึ่งเขาได้เชิญบรรดาคนชรา คนป่วย และขอทานมาดื่มกินในปราสาทของเขา หลังจากแขกที่มาเยื่อนดื่มกินเสร็จ วลาดถามพวกเขาว่า 
"พวกท่านปรารถนาจะมีชีวิตเยี่ยงนี้โดยปราศจากการดูแลเอาใจใส่ขาดแคลนไปหมดทุกอย่าง ท่านต้องการหลีกหนีพ้นสภาพเยี่ยงนี้หรือไม่"
"ต้องการสิท่าน"
แขกทุกคนตอบเสียงเดียวกันอย่างกระตือรือร้น
วลาดจึงสั่งให้ทหารล้อมปราสาทเอาไว้ทุกจุดและเผาทุกคนในปราสาทให้ตายหมด ซึ่งไม่มีใครรอดชีวิตไปได้ วลาดได้กล่าวภายหลังว่า "ข้าพเจ้าได้ทำลงไปเพื่อให้คนในเขตการปกครองของข้าพเจ้าไม่ต้องประสบความยากไร้อีก"

วลาดค่อนข้างเป็นคนชอบหาเรื่องเสียบคนผิดได้อย่างหลากหลาย เช่น ผู้หญิงมีชู้  พ่อค้าที่หลอกลวงผู้บริโภค ภรรยาที่เย็บเสื้อสามีแล้วแขนสั้นมากเกินไป หรือพ่อค้าที่ไม่ยอมขายของลดราคาแก่เขา ซึ่งคนพวกนี้วลาดจะเสียบแล้วทิ้งศพคาไม้เสียบไว้ในที่สาธารณะและปล่อยทิ้งไว้จนเหลือแต่กระดูก เพื่อเป็นบทเรียนให้แก่ผู้กระทำความผิดแบบเดียวกัน
โดยเฉพาะ ผู้หญิงไม่รักนวลสงวนตัว และภรรยามีชู้นั้น วลาดจะชอบเป็นพิเศษ และเป็นเหยื่ออันดับแรกๆ ของวลาด ที่จะต้องนำมาทรมานก่อนนำมาเสียบ โดยผู้กระทำความผิดจะต้องโดนตัดอวัยวะเพศหรือไม่ก็เต้านมออก หลังจากนั้นก็นำเหล็กแหลมที่เผาไฟจนแดงร้องเสียบไปที่เชิงกรามเพื่อให้ทะลุออกทางปาก ในการลงโทษครั้งหนึ่งนั้น ภรรยาที่นอกใจสามีจะถูกวลาดสั่งให้ถลกหนังทั้งเป็นก่อนที่จะสับแขนขาออกและเสียบประจาน

ในบันทึกร่วมสมัยได้บรรยายเรื่องของวลาดไว้ว่า "เขาได้คิดค้นวิธีการทรมานที่แสนจะโหดเหี้ยมที่น่าสะพรึงกลัวสุดบรรยาย เช่น เขาจะเสียบแม่และเด็กทารกลูกของนางติดกัน โดยที่เด็กกำลังดูนมแม่อยู่ บางทีก็ผ่าอกแม่และเอาศีรษะของลูกยัดใส่เข้าไปเพื่อที่ว่าเวลาเสียบจะได้ทะลุติดกันทั้งแม่และลูก วลาดเสียบทุกคนไม่เลือกชั้นวรรณะ ไม่ว่าจะเป็นพวกคริสเตียน ยิว มุสลิน ศาสนามิช่วยรั้งให้วลาดหยุดเสียบมนุษย์แม้แต่น้อย"

( ภาพโดย manypicture จาก www.manypicture.com )

ความจริงวลาดไม่ใช้เป็นคนคลั่งไคร้เสียบ เขายังชื่นชอบการลงโทษแบบอื่นๆ เช่นกัน ในบันทึกของเยอรมันบรรยายเรื่องนี้ว่า “เขาเคยสั่งให้ฝังคนที่ร่างกายเปลือยเปล่าไว้แค่สะดือ(มือก็ฝังลงในดินด้วย) และใช้เป็นเป้ายิงธนู บางคนถูกเผาและถลกหนังทั้งเป็น บางคนถูกนำมาต้มในกระทะใบใหญ่โดยที่เขาจะนั่งฟังเสียงร้องอันโหยหวนอย่างรื่นรมย์ ครั้งหนึ่งมียิปซี 300 คนเดินทางเข้ามาในดินแดนของเขา เขาได้เลือกคนที่เขาพอใจมา 3 คน ก่อนที่จะถูกย่างทั้งเป็นและให้พวกที่เหลือกินพวกเดียวกันเอง

ในด้านการศึกนั้นวลาดก็โหดเหี้ยมไม่แพ้กัน
ตามเรื่องเล่าของโรมาเนียบันทึกเป็นลากลักษณ์อักษรบอกว่าครั้งเมื่อวลาดโจมตีเมืองหลายเมืองในทรามซิลวาเนียที่เข้าข่ายว่าเป็นพวกของดาเนสตีศัตรูตัวฉกาจของเขาว่า "ในปี ค.ศ.1460 ช่วงเช้าแห่งวันเซนต์บาโธโลมิว ดราคูล่าได้เดินทัพผ่านป่าวัลลาเซีย เขาได้กวาดต้อนผู้คนตามรายทางจนสุดหมู่บ้านฮูมิลาชไม่ว่าชายหรือหญิงให้มารวมกัน จากนั้นเขาและทหารของเขาใช้ดาบยาว ดาบโค้ง และมีดตัดแขนขาและอวัยวะส่วนต่างๆ ของคนเหล่านั้นประหนึ่งว่ากำลังหั่นกระหล่ำปลี ส่วนพวกบาทหลวงและคนอื่นๆ ที่ไม่ถูกฆ่านั้น เขานำตัวกลับไปปราสาทของเขาและสั่งให้เสียบหมดทุกคน ก่อนจากไปเขายังสั่งให้เผาหมู่บ้านและทำลายทรัพย์สินทุกอย่างจนราบเป็นหน้ากลองคาดว่ามีผู้ตายจากการฆ่าครั้งนี้ถึง 3000 คน"

แน่นอนแม้กระทั้งมิตรอาณาจักรออตโตมานวลาดก็ไม่เว้น เมื่อคณะผู้แทนทางการทูตจากจักรวรรดิออตโตมานมาเข้าเฝ้าวลาด วลาดรู้สึกหงุดหงิดมากเมื่อทูตไม่ถอดผ้าคลุมศีรษะออกเมื่อเข้าพบเขา เขาจึงถามว่าเพราะเหตุใด หัวหน้าคณะตอบว่ามันเป็นเหตุผลทางศาสนาจำเป็นต้องสวมผ้าคลุมศีรษะตลอดเวลา ดังนั้นวลาดจึงสั่งให้ตอกประตูลงบนผ้าให้ติดกับศีรษะทุกคนเพื่อให้แน่ใจว่าคนเหล่านี้จะได้ไม่ถอดผ้าคลุมออกจากศีรษะได้อีก

แต่กระนั้นความโหดเหี้ยมนั้นก็แฝงด้วยจิตวิทยา.....................

ในไม่ช้าวลาดได้ตระหนักว่าเขาสามารถใช้ชื่อเสียงในเรื่องความเหี้ยมโหดผิดมนุษย์ของเขาในการทำสงครามจิตวิทยากับผู้มารุกรานดินแดนอย่างได้ผล การที่เขาเปลี่ยนฝ่ายมาเป็นฮังการีทำให้เขาเป็นศัตรูกับอาณาจักรออตโตมานไปโดยปริยาย ในปี ค.ศ.1462 กองทัพมหึมาของพวกเตอร์กได้บุกเข้ามายังวัลลาเซีย วลาดใช้ทหารที่มีจำนวนน้อยกว่าฝ่ายตรงข้ามในการใช้แผนสกัดกั้นกองทัพเตอร์กทุกวิถีทาง เช่นโรยยาพิษลงในบ่อน้ำฝ่ายตรงข้าม ใช้อาวุธเชื้อโรคโดยส่งคนที่ติดโรคไปแพร่ระบาดในพื้นที่ของข้าศึก แต่สิ่งที่สร้างความกลัวต่อออตโตมานนั้นกับเป็นการเสียบของวลาด ดั่งที่มีการบรรยายโดยนักประวัติชาวกรีกไว้ว่า
"สุลต่านทรงเดินทัพต่อไปอีกประมาณ 5 กิโลเมตร ทรงทอดพระเนตรเห็นทหารของพระองค์ถูกเสียบอยู่ บริเวณนั้นเป็นท้องทุ่งที่เต็มไปด้วยไม้เสียบมนุษย์เป็นระยะทางถึง 3 กิโลเมตรและกว้างประมาณ 1 กิโลเมตร พวกทหารทั้งกองทัพต่างตกตะลึงกับภาพอันน่าสยอดสยองตลอดระยะการเดินทาง ไม้เสียบเหล่านี้มีร่างของผู้ชาย ผู้หญิง เด็กถูกเสียบนับได้คร่าวถึง 20,000 คน จนองค์สุลต่านตรัสว่าพระองค์คงไม่อาจสามารถพิชิตดินแดนที่ผู้ปกครองสามารถทำสิ่งร้ายกายเหลือเชื่อเช่นนี้ได้ และเมื่อตรัสเช่นนั้นสุลต่านทรงตัดสินพระทัยถอยทัพกลับโดยทันที"

( ภาพโดย คุณ Joanna Parypinski จาก joannaparypinski.com )

ไม่น่าแปลกใจเลยสักนิดที่ในวัลลาเซียแทบไม่มีอาชญากรรมใดๆ เกิดขึ้นอันเนื่องจากการกลัวถูกเสียบ อีกทั้งวลาดนั้นเป็นคนที่เข้มงวดเรื่องกฎหมายและระเบียบมาก จนถูกยกย่องว่าเขาเป็นคนที่มีความซื่อสัตย์มาก
มีเรื่องเล่ากันว่า มีบาทหลวงสองคนมาเยี่ยมวลาดที่ปราสาทของเขา วลาดได้พาบาทหลวงไปดูศพที่เขาลงทัณฑ์นอนกลิ้งเกลื่อนกลาดที่สนามหน้าปราสาท วลาดได้ถามบาทหลวงว่า "คิดอย่างไรกับภาพที่เห็น?" บาทหลวงรูปหนึ่งตอบว่า "ท่านได้รับอำนาจจากพระเจ้าให้ลงโทษผู้ทำความผิดเหล่านี้" แต่สำหรับบาทหลวงรูปที่สองท่านได้ประณามการกระทำอันเหี้ยมโหดของวลาด ผลสุดท้ายตามบันทึกของรัสเซียเขียนไว้ว่า นักบวชรูปที่สองได้รางวัลจากวลาดเป็นเงินมากมายเนื่องจากบาทหลวงคนนั้นพูดตรงไปตรงมาและมีความซื่อสัตย์ ส่วนบาทหลวงรูปแรกโดยเสียบข้อหาพูดเท็จ

( ภาพโดย manypicture จาก www.manypicture.com )

อีกกรณีหนึ่งเป็นเรื่องของนางสนมคนหนึ่งของวลาด เธอบอกว่าเธอได้ตั้งครรภ์กับเขา แต่หลังจากให้แพทย์ตรวจดูอย่างละเอียดแล้วปรากฏว่าเธอไม่ได้ตั้งครรภ์แต่อย่างใด วลาดเลยมีคำสั่งให้ลงโทษโดยให้ผ่าร่างนางสนมคนนั้นจากหัวเหน่าขึ้นไปจรดถึงทรวงอกและปล่อยให้เธอตายอย่างช้าๆ อย่างสุดแสนทรมาน

ความจริงนักประวัติศาสตร์ไม่รู้ชีวิตส่วนตัวและวัยเด็กของเขามากนัก หลักฐานที่บันทึกเอาไว้มีเพียงภรรยาคนแรกของเขาเท่านั้น ที่ว่ากันว่าจิตใจเธอนั้นงดงามดุจทองคำและอ่อนน้อมถ่อมตน และเธอก็ฆ่าตัวตายไปเพื่อให้พ้นเงื้อมมือจากกองทัพเตอร์กที่กำลังรุกคืบมา วลาดจึงสมรสใหม่กับเจ้าหญิงฮังการีด้วยเหตุผลทางการเมืองเพราะเขาจะสามารถกลับไปคลองบังลังก์วัลลาเซียได้ ภรรยาทั้งสองของเขากำเนิดบุตรชายแก่เขา 3 คน และไม่มีหลักฐานใดระบุว่าวลาดได้สังหารสมาชิกคนใดในครอบครัวในการเสียบหรือเปล่า
ด้วยความช่วยเหลือจากกษัตริย์แห่งฮังการีทำให้วลาดสามารถคลองบัลลังก์วัลลาเซียได้เป็นครั้งที่ 3 ในปี ค.ศ.1476 ก่อนที่ดินแดนของเขาจะถูกพวกเติร์กโจมตีในอีกไม่กี่เดือนต่อมา เขาถึงแก่กรรมในสงครามครั้งนั้นใกล้เมืองบูคาเรสต์ในปัจจุบัน

Credit:
data by

picture by

Wednesday, May 29, 2013

ประวัติ 10 สถานที่ที่น่ากลัวที่สุดในโลก อันดับ 3 ปราสาทของวลาด ดารคู ทรานซิลวาเนีย โรมาเนีย 1/2


ภาพโดย TopTenThailand จาก www.toptenthailand.com )

สัตว์อะไรเอ่ยหน้าเหมือนหนู มีปีกบินได้ กินเลือดเป็นอาหารฮ่าๆ คำตอบที่ทุกๆคนจะตอบต้องค้างคาวแน่นอน ก็แห่ม ถ้าเราไม่ได้ลุงฮับราฮัม สโตเกอร์ หรือ บราม สโตเกอร์ มาแต่งเรื่องแด็กคูล่าแล้วไซร้ เราก็คงจะไม่มองค้างคาวว่าเป็นสัตว์ดูดเลือดแน่นอน ^ ^"

แต่อย่างที่ขึ้นหัวเรื่องขอรับ คราวนี้กระผมจะไม่ได้มาพูดเรื่องของลุงบราม แต่กระผมจะมาพูดถึงตัวละครนึงในเรื่องแด็กคูล่าของลุงบรามที่มีอยู่จริงบนโลกนี้นั้นคือ วลาด ดราคูล่า หรือ วลาดที่ จอมเสียบนั้นเองขอรับ

แต่ก่อนจะเข้าสู่เรื่องราวของ วลาด ดราคูล่า กันนั้น กระผมขอพาทุกๆคนไปอ่านข้อเท็จจริงกันสักนิดก่อนนะขอรับ

                                                                               
1. สำหรับ วลาด ดราคูล ก่อนอื่นขอพูดไว้ก่อนละกันนะครับ ความจริงคนดังคนนี้คนไทยค่อนข้างเข้าใจผิดมาก อีกทั้งสารคดียังให้ข้อมูลผิด(บัดโธ่คำว่า ดราคูล ไม่ใช้แปลว่าปีศาจนะครับ ไม่มีพ่อแม่คนไหนตั้งชื่อลูกหรือนนามสกุลว่า ปีศาจ หรอก ใช่ไหมเปล่าครับ ส่วนดราคูลในภาษาโรมาเนียแปลว่ามังกร  ซึ่งมาจากคำว่า ดราก้อน ไงครับ ซึ่งถ้าแปลรวมกันก็คือ “บุตรของมังกร”
2. อีกข้อก็คือต้องเข้าใจด้วยว่าสมัยยุโรปกลางนั้นผู้ปกครองจำเป็นต้องเหี้ยมครับ ถ้าไม่เหี้ยมคนที่อยู่ใต้อาณัติจะอ่อนและดูถูกเอาได้ เพราะช่วงนั้นเป็นยุคสงคราม คนที่จับเป็นเชลย ผู้ปกครองก็สามารถจะทำอะไรก็ได้ จะฆ่าจะปล่อยก็ตามใจ แต่สำหรับวลาดนั้นเลือกแบบเชือดไก่ให้ลิงดูมากกว่าครับ ซึ่งถ้าเราดูประวัติจริงๆ ของเขาคุณจะรู้ว่าเขานั้นเป็นนักปกครองที่เก่งอาจคนหนึ่ง
3. วลาด ดราคูลไม่ใช้คนโรมาเนียนะครับ พ่อของเขาเป็นคนฮังการีต่างหาก
4. ไม่มีบันทึกที่ไหนเลยที่บอกว่า บราม สโตเกอร์ ได้เอาเรื่องของวลาด ดราคูล่ามาเขียนนิยายเรื่อง “เดร็กคูล่า” ผีดิบที่เรารู้จักกัน
5. ตอนนี้คุณอาจ งง ประวัติศาสตร์ยุโรปหน่อยนะครับ เพราะมีหลายศัพท์ที่คุณไม่รู้ ผมว่าควรไปหาหนังสือแบบเรียนมาอ่านก่อน เพื่อเพิ่มรสการอ่าน โดยเฉพาะคำว่า ออตโตมาน ประวัติฮังการี ประวัติโรมาเนีย ยุคมืด อัศวิน ฯลฯ
                                                                                   

เอาล่ะ เรารู้ข้อเท็จเกี่ยวกับลุงวลาดกันแล้ว กระผมก็จะพาไปเจาะลึกกันต่อเลย

ปราสาทของวลาด ดารคู ทรานซิลวาเนีย โรมาเนียตั้งอยู่ที่ โรมาเนีย ประเทศอิตาลี อันที่จริง อย่างที่กระผมเกริ่กไปขอรับ ความน่ากลัวไม่ได้อยู่ที่แดร๊กคูล่าหรือค้าวคาวตัวน้อย แต่อยู่ที่ลุงวลาด ดราคูล่า ต่างหาก


( ภาพโดย ToptenThailand จาก www.toptenthailand.com )

เรื่องราวของวลาดเริ่มต้นเมื่อ 1431 เป็นบุตรของวลาดผู้พ่อ ( ชื่อเหมือนกันขอรับ ) เค้าเกิดในดินแดนทางตอนใต้ของโรมาเนียหรือถ้าเรียกตามสมัยนั้นก็วัลลาเซีย วัลลาเซียก่อตั้งเมื่อ 1290 โดย เจ้าชายรูดอฟ์ เธอะ แบล็ก และก็มีผู้ปกครองรุ่นต่างๆ ผลัดเปลี่ยน ( และแย่งชิง ) กันเรื่อยมา

แต่การปกครองอาณาจักรวัลลาเซียแห่งนี้หาได้ง่ายดายไม่...
เนื่องด้วยดินแดนแห่งนี้ถูกหมายตาจากจักรวรรดิออตโตมาน ซึ่งทำให้เกิดการสู้รบเสมอ แต่นอกจากภัยนอกแล้ว ภัยภายในก็ยังมี จากการที่ราชบังลังก์โดนจ้องจะเสียบ เอ๊ย! จ้องจะครองจากฝ่ายนอกเหนือจากฝ่ายกษัตริย์ ทำให้ต้องนองเลือดกันเนื่องๆ
ในปี 1418 ผู้ปกครองชื่อเจ้าชายเมียร์เซียสิ้นพระชนม์ ทำให้วลาดพ่อของวลาดต้องสืบทอดบังลังก์ต่อ โดยวลาดผู้พ่อเติบโตมาในราชสำนักฮังการีของกษัตริย์ซิกิสมุนด์ พระองค์ทรงได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งพระจักพรรดิแห่งราชสำนักฮังการีแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ และได้ทรงตั้งกลุ่มอัศวินสมาคมลับแห่งมังกร(Order of the Dragon) อันเป็นกลุ่มที่พลีชีพเพื่อคริสต์ศาสนาและต่อต้านพวกมุสลินเตอร์ก โดยใช้สัญลักษณ์คือมังกร ซึ่งถือเป็นตราประจำตระกูลของวลาดด้วย
และวลาดจอมเสียบก็เป็นสมาชิกในกลุ่มสมาคมลับแห่งนี้ด้วย
ต่อมาวลาดผู้เป็นพ่อได้รับการแต่งตั้งจากกษัตริย์ซิกิสมุนด์ให้ไปดำรงตำแหน่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ที่ทรานซิลเวเนีย และช่วงนี้เองที่วลาด ดราคูล่าได้ลืมตาดูโลก

แต่การที่วลาดผู้พ่อถูกส่งไปเป็นผู้สำเร็จราชการนั้น เขาหาได้ชอบใจไม่ เขาจึงแก้เผ็ดโดยนำกองทัพเข้าชิงบัลลังก์วัลวาเชียจากอเล็กซานดรูที่ 1 จากนั้นก็แปรพักตร์จากฮังการีไปสวามิภักดิ์จักรวรรดิออตโตมานแทน โดยส่งบุตรชายคนเล็กสองคนคือ ราดู และวลาด ดราคูล่า มาเป็นตัวประกัน ณ กรุง คอนสแตนติโนเปิล เป็นเวลา 4 ปีเพื่อประกันความภักดีต่อสุลต่านออตโตมาน
ในปี ค.ศ. 1447 วลาดผู้พ่อและเมียร์ฌซียบุตรชายคนโตถูกฆาตกรรมโดยพวกสมาชิกตระกูลดาเนสติที่มีฮังการีหนุนหลัง  และฮังการีก็ได้แต่งตั้งผู้ขึ้นมาสอด เอ๊ย! ผู้ขึ้นมาปกครองวัลลาเซียคนใหม่แทนที่ แน่นอนเรื่องนี้ทางออตโตมานไม่แฮปปี้เป็นอย่างมาก และต่อต้านผู้ปกครองคนใหม่นี้ ออตโตมานจึงส่งเด็กหนุ่มอดีตตัวประกันอายุ 17 ปี พร้อมกองทัพออตโตมานติดตามไปเพื่อยึดบัลลังก์กลับมา เขาผู้นั้นคือ “วลาด ดราคูล่า”

ภาพจำลองการยกทัพของวลาด ดราคูล่า ( ไม่ใช่ของจริงนะขอรับ )
( ภาพโดย คุณ ชาญชัย (Leo53) จาก www.iseehistory.com )

ด้วยความช่วยรุม เอ๊ย! ช่วยเหลือจากกองทัพออตโตมาน ทำให้วลาด ดราคูล่า สามารถยึดบัลลังก์กลับคืนมาได้ และสถาปนาตนเองเป็นเจ้าชายวลาดที่ 3 แห่งวัลลาเซีย แต่ทว่าความสุขก็สั้น เพียง 2 เดือน เขาก็ถูกไล่กลับขับไล่โดยกองทัพฮังการี ทำให้วลาดต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ ในช่วงเวลานี้เขาต้องเผชิญกับการลอบสังหาร การประหารชีวิต การล้างแค้นกันไปมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แต่วลาดก็ผ่านพ้นออกมาได้ มันทำให้เขาเข้มแข็งขึ้น แข็งแกร่งขึ้น ( และซาดิสขึ้น? )
เวลาผ่านไป 7 ปีวลาดผ่านการยึดอำนาจได้ 3 ครั้ง ช่วงนี้เองทำให้ชื่อเสียงของเขาขจรขจายไปทั่วยุโรปในฐานะจอมเผด็จการที่เหี้ยมโหดแห่งยุค
ความอำมหิตของวลาด ดราคูล่าได้กลายเป็นตำนานเล่าขานสืบทอดกันมาในหมู่ชาวโรมาเนีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิสัยที่ชอบ “เสียบ” ศัตรูของเขาแล้วปล่อยให้ค่อยๆ แห้งตายไปท่ามกลางแสงตะวันอันร้อนแรง
วลาดบอกว่าเขาโปรดปรานการเสียบมนุษย์เป็นชีวิตจิตใจ
ความจริงการเสียบมนุษย์นั้นเป็นการลงโทษแบบดั้งเดิมที่ปฏิบัติกันมานานก่อนหน้านั้นแล้ว โดยมักจะใช้ไม้ปลายแหลมเสียบให้ตายโดยพลัน แต่สำหรับวลาดนั้นเขาใช้วิธีเสียบโดยการใช้ไม้ตัดปลายให้ทู่ลมและหยดน้ำมันไว้ที่ปลายไม้นั้นด้วย

ที่วลาดใช้วิธีการเสียบไม้แบบนี้ก็เพราะมีจุดมุ่งหมายไม่ให้เหยื่อตายโดยเร็ว เขาอยากให้เหยื่อตายไปอย่างช้าๆ มากกว่า เพราะเขาอยากให้มันดูสุดหฤหรรษ์เมื่อเห็นเหยื่อกำลังทรมาน ให้เหยื่อเกิดความกลัวมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งเหยื่อที่โดนวลาดเสียบกว่าจะตายนั้นต้องใช้เวลานานหลายวัน หลายเดือน เลยทีเดียว
การเสียบของวลาดนั้น เขามักเลือกโอกาสหรือวาระสำคัญมากกว่า วลาดมักตั้งใจเลือกเสียบคนหมู่มากในวาระโอกาสสำคัญเช่น งานเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่แขกผู้มาเยือนของเขาเพื่อความสนุกสนานตื่นเต้น มันเป็นช่วงเวลาหฤหรรษ์ที่กินเวลานาน เขาจะสั่งทหารให้เหลาไม้เตรียมเอาไว้โดยเลือกขนาดเหมาะๆ ประมาณเท่าแขนผู้ชายที่ล่ำสัน เหยื่อจะถูกเสียบบริเวณหน้าอก แต่การเสียบนั้นเขาจะระมัดระวังไม่ให้เสียบไปโดนอวัยวะสำคัญที่จะทำให้เหยื่อต้องสิ้นใจตายอย่างรวดเร็วเกินไป ความยาวของไม้เสียบนั้นจะเป็นเครื่องหมายบ่งบอกฐานะของผู้ถูกเสียบว่ายศศักดิ์สูงหรือต่ำเพียงใด หลังจากเสียบเหยื่อให้ทะลุร่างแล้ว ไม้ที่เสียบจะถูกตั้งตรงกับฉากที่พื้นดิน ทั้นนี้ก็เพื่อให้น้ำหนักของเหยื่อค่อยๆ กดร่างของเหยื่อให้ปลายไม้นั้นเข้าไปทำลายอวัยวะภายในอย่างช้าๆ
ในระหว่างนั้นเอง วลาดและมิตรสหายของเขาจะดื่มกินกันอย่างเบิกบานอยู่ใกล้ๆ โดนไม่สนเสียงร้องอันโหยหวนและกลิ่นคาวเลือดที่ฟุ้งตลบอบอวนแต่อย่างใด

ตัวอย่างของงานรื่นรมย์นี้ ก็มีเหตุการณ์ในปี ค.ศ.1459 ที่เมืองบราซอฟ เมื่อวลาดโกรธมาก เพราะบรรดาพ่อค้าในเมืองนั้นต่างปฏิเสธที่จะจ่ายภาษี แม้จะได้รับคำเตือนจากวลาดหลายครั้งหลายหนแล้วก็ตาม วลาดเลยสั่งสอนด้วยการบุกโจมตีอย่างนองเลือด เผาเมืองจนเรียบ และจับชาวเมืองจำนวนมากมายมาเสียบไม้ไว้บนเนินเขาเตี้ยๆ ใกล้ๆ กับเมือง
เรื่องที่เมืองบราซอฟยังไม่จบ ในขณะที่เขารับประทานอาหารเย็นกับเพื่อนทหารในบริเวณที่เสียบคนอยู่นั้น ลูกน้องขวัญอ่อนคนหนึ่งของเขาเอามือปิดจมูกเพราะทนกลิ่นคาวเลือดและเนื้อสดๆ แรงๆ ไม่ได้ และจนเกิดสำลักอ้วก และเมื่อวลาดเห็นอากัปกริยาเช่นนี้ วลาดจึงสั้งให้มีการเสียบลูกน้องคนนั้น โดยใช้ไม้สูงกว่าคนอื่นๆ ซึ่งถือเป็นเกียรติแก่ผู้ร่วมรบกับเขามานาน

ตอนที่ 2 >> คลิก

Credit:
data by

picture by

Tuesday, May 7, 2013

ประวัติ 10 สถานที่ที่น่ากลัวที่สุดในโลก อันดับ 4 หอคอยลอนดอน ( London Tower )

อันดับ 4 หอคอยลอนดอน ( London Tower )


( ภาพโดย Wikipedia )

".... คอย ฉันคอยเธออยู่ แต่ไม่รู้เธออยู่กับใคร ...."

ฮ่าๆ ผีโดยทั่วไปเรามักจะเห็นกันตามบ้านร้างไม่ก็สถานที่เก่าๆ ที่ดูโทรมซะ แต่ถึงกระนั้นที่ลอนดอนก็ยังมีที่หนึ่ง ที่ๆมันไม่ได้โทรมเลยแม้น้อย หน่ำซ้ำยังมีการดูแลรักษาอย่างดีอีก แต่ทว่าก็ติดอันดับสถานที่สยองต้นๆของโลกเลยล่ะ

ยินดีต้อนรับสู่หอคอยลอนดอน ที่ๆขึ้นชื่อเรื่องความดุเป็นอันดับต้นๆของโลก ขอให้ทุกๆเตรียมตัวให้พร้อม กระผมจะ.............. มอบหน้าที่ให้คุณน้องก้องพาทัวร์ ณ บัดนี้

( วิดีโอโดย คุณ phrpho99 จาก Youtube )

เอาล่ะ เข้าเรื่องเลย

หอคอยลอนดอนตั้งอยู่ที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษตามชื่อเลยขอรับ

( ภาพจาก Google map )

อันที่จริงจะเรียกว่าหอคอยเลยซะทีเดียวก็ไม่ได้ เพราะมันไม่ได้ทำหน้าที่แค่หอคอยเท่านั้น แต่หากยังรวมไปถึงป้อม พระราชวังของพระมหากษัตริย์ ที่จำขังโดยเฉพาะสำหรับนักโทษที่มียศศักดิ์สูง คลังเก็บอาวุธ ท้องพระคลัง สวนสัตว์ โรงกษาปณ์หลวง หอเก็บเอกสาร หอดูดาว และเมื่อปี ค.ศ. 1303 เป็นต้นมาก็เปลี่ยนเป็นที่เก็บรักษามงกุฏและเครื่องราชาภิเษกของสหราชอาณาจักร

แต่หน้าที่สำคัญที่ทำให้มันกลายเป็นสถานที่อันสยองคือการเป็นที่สำหรับประหารชีวิตและทรมานนั้นเอง

โดย 1 ในที่ที่โจนจันกันมากเลยก็คือ bloody tower หรือหอคอยเลือดนั้นเอง

( ภาพโดย Historic Royal Palaces จาก www.hrp.org.uk )

Bloody Tower เคยใช้เป็นที่ประทับและคุมขังเจ้าชายสองพระองค์ คือพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ห้า วัย 12 พรรษา กับ เจ้าชายริชาร์ด ดยุกออฟยอร์ก พระอนุชาวัย 9 พรรษา

ลึกขึ้นไป 2 ชั้น เป็นห้องที่ว่ากันว่าเป็นห้องที่เจ้าชายทั้งพระองค์ทรงใช้บรรทมก่อนจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย แม้ในปัจจุบันก็ยังไม่มีใครเจอศพของเจ้าชายน้อยทั้ง 2 เลย ( มันซ่อนยังไงของมันเนี้ย =v=" )

( ภาพโดย คุณ OnikaMaraj จาก Dek-D  )

1 ในผู้พบเห็นเหตุการณ์เป็นเจ้าหน้าที่ซึ่งพักอาศัยอยู่ภายในหอคอยชื่อ ฟิล วิลสัน ได้เล่ายืนยันว่าทำไมทุกคนถึงเชื่อว่าเจ้าชายทั้ง 2 ยังคงอยู่ที่นี้

"ที่ Bloody tower มีคนเคยเห็นพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ห้ากับเจ้าชายริชาร์ด พระอนุชาเป็นบางครั้งบางครา ทั้งสองพระองค์ทรงชุดบรรทมสีขาว จับพระหัตถ์กัน ทรงยืนนิ่ง ๆ จากนั้นก็ค่อย ๆ เลือนหายเข้าไปในผนังห้อง บ้างก็มีรายงานว่าเห็นเด็กผู้ชายสองคนวัยไล่เลี่ยกัน เล่นตามประสาเด็กตามที่ต่าง ๆ ภายในหอคอย ว่ากันว่าริชาร์ด ดยุค ออฟ กลอสเตอร์ พระปิตุลา ( อาของเจ้าชาย ) ทรงสั่งฆ่าเจ้าชายทั้งสองเพื่อจะได้ขึ้นครองราชย์แทน"

ตามประวัติศาสตร์ภายหลังการเสด็จสวรรคตของพระราชบิดาพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่สี่เมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2026 ริชาร์ด ดยุค ออฟ กลอสเตอร์ ก็ได้ทรงขึ้นเสียบ เอ๊ย! ทรงขึ้นทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินและได้พาเจ้าชายน้อยทั้งสองไปประทับที่หอคอยแห่งลอนดอนรอวันเข้าพิธีราชาภิเษกเป็นพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ห้า

แต่หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เมื่อจู่ๆ ริชาร์ด ดยุค ออฟ กลอสเตอร์ขึ้นครองราชย์แทนเป็นพระเจ้าริชาร์ดที่ 3 แทน ซึ่งในขณะนั้นเจ้าชายทั้ง 2 ยังคงมีชีวิตอยู่ และแล้วหลังจากนั้นก็ได้หายตัวไป

สิ่งที่พอจะเป็นหลักฐานได้ชิ้นเดียวก็คือ หัวกระโหลกเด็กสองหัว ซึ่งเมื่อปี พ.ศ. 2217 ช่างได้พบเข้าขณะกำลังทุบบันไดหินทางใต้ของ White Tower หรือ หอคอยขาวในหอคอยแห่งลอนดอน

สำหรับรายต่อไปถือได้ว่าเจ้าประจำที่มักจะโผล่ออกมาให้นักท่องเที่ยวได้เห็นอยู่เสมอๆ คือ พระนางแอน โบลิน มเหสีองค์ที่ 2 ในพระเจ้าเฮนรี่ที่แปด

( ภาพโดย คุณ vun จาก เรือนไทย.วิชาการ.คอม )

งานนี้ลุงฟิล วิลสัน ก็ได้เล่าต่ออีกว่า

"มีคนเจอพระนางแอน โบลินหลายที่ครับ ทั้งที่ Tower Green ในควีนส์เฮาส์ ซึ่งว่ากันว่าเป็นสถานที่พระนางประทับก่อนถูกประหาร พระนางต้องโทษประหารฐานนอกพระทัยพระเจ้าเฮนรี่ แต่พระนางทรงร้องขอพระสวามี ไม่ให้ใช้ขวานตามธรรมเนียมอังกฤษเพราะทรงหวาดกลัวมาก ทรงขอให้ใช้ดาบตามธรรมเนียมฝรั่งเศส พระเจ้าเฮนรี่ทรงทำตามพระประสงค์สุดท้ายของพระราชินี ทรงจ่ายพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์นำเพชฌฆาตมาจากเมืองคาเล่ส์ในฝรั่งเศส ว่ากันว่าเพชฌฆาตคนนี้ฝีมือแม่นมาก ฟันฉับเดียว พระเศียรหลุดทันที แต่พอเพชฌฆาตยกพระเศียรขึ้นชู พระเนตรของพระนางยังลืมอยู่และพระโอษฐ์ก็ขมุบขมิบ ผู้คนที่ไปดูการประหารเชื่อว่าพระนางทรงสาบแช่ง"

น่าแปลกที่ตามประวัติศาสตร์ในอังกฤษนั้น พระนางแอน โบลินดูจะเป็นพระองค์เดียวที่ถูกประหารชีวิตด้วยใช้ดาบบั่นพระเศียร นอกนั้นใช้ขวานตามธรรมเนียมหมด ( แกะดำอ่ะเปล่าเนี้ย -v-' )

จุดประหารมีชื่อว่า ทาวเวอร์กรีน เป็นสนามหญ้าอยู่ในเขตหอคอยแห่งลอนดอน 

( ภาพโดย คุณ wallyg จาก www.flickr.com )

ทุกวันนี้ทางหอคอยปรับพื้นที่ให้เห็นชัดเจนขึ้น ทำเป็นพื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัสเล็ก ๆ มีรั้วกั้นเป็นสัดส่วน ตั้งตรงหน้าโบสถ์หลวง เซนต์ปีเตอร์ แอด วินชูล่า (St Peter ad Vincula) พอดิบพอดีเลย ใครผ่านไปโบสถ์หลวง เซนต์ปีเตอร์ แอด วินชูล่าแล้วก็อย่าลืมแวะด้วยนะคร้าบ บรึ๊ย~ @v@

บริเวณตรงนี้ยังเป็นที่ประหารเจ้านายชั้นผู้ใหญ่อีกหลายคนรวมถึงพระนางแคทเธอรีน ฮาวเวิร์ด มเหสีองค์ที่ 5 ในพระเจ้าเฮนรี่ที่แปดด้วย แต่ที่เฮี้ยนที่สุดคือวิญญาณของพระนางแอน โบลีนนั้นเอง

และลุงฟิล วิลสันก็ได้เล่าถึงประสบการณ์สยองพองเกล้าของไกด์ผู้หนึ่งว่า 

"มีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งพานักท่องเที่ยวเข้าชมโบสถ์หลวงเซนต์ปีเตอร์ แอด วินชูล่า พอบรรยายให้นักท่องเที่ยวฟังเสร็จก็ออกมาจากโบสถ์ มีนักท่องเที่ยวคนหนึ่งถามขึ้นมาว่าตอนที่อยู่ในโบสถ์ ผู้หญิงที่ยืนอยู่ข้างหลังเป็นใคร ไกด์ก็ตอบกลับไปว่าไม่มีใครยืนอยู่ข้างหลังผมหรอก แต่นักท่องเที่ยวคนนั้นก็ยังคะยั้นคะยอ แถมอธิบายเพิ่มว่าผู้หญิงที่ยืนข้างหลังนั้นรูปร่างไม่สูงเท่าไหร่ ใส่ชุดดำและยืนอยู่ตรงหลุมฝังศพพระนางแอน โบลิน"

อีกพระองค์นึงที่บังเอิญโชคไม่ดีได้ถูกบั่นคอตรงที่เดียวกับพระนางแอนโบลินพอดิบพอดีแต่ต่างกรรมต่างวาระกัน แต่คือเลดี้เจน เกรย์

( ภาพโดย คุณ sirivinit จาก www.bloggang.com )

มีคนเห็นเลดี้เจน เกรย์ ครั้งล่าสุดเมื่อปี พ.ศ. 2500 เนื่องในโอกาสครบรอบ 403 ปีที่พระนางถูกบั่นพระเศียรคอ ยามสองคนเล่าว่าเห็นร่างในชุดสีขาวที่ชั้นใต้ดินของหอคอย

ในหลายๆการประหาร มีการประหารที่น่าสยดสยองมากที่สุดครั้งนึงคือการบั่นคอ มาการ์เร็ต โพล เคาน์เตสแห่งซอลส์เบอรี่ ฐานเป็นกบฎต่อแผ่นดิน

( ภาพโดย คุณ Mlki S จาก Dek-D )

นางไม่ยอมคุกเข่าเอาหัววางลงที่แท่นประหารเพื่อให้เพชฌฆาตบั่นคอและพยายามจะวิ่งเล่น เอ๊ย! วิ่งหนี ด้านเพชฌฆาตก็เป็นมือใหม่ ก็เลยได้วิ่งเล่น ไล่เอาขวานฉับหัวพระนาง

ว่ากันว่าวันดีคืนดีโดยเฉพาะในวาระครบรอบวันที่นางถูกบั่นคอ ก็มักมีคนได้ยินเสียงผู้หญิงแผดร้องและเสียงวิ่งหนีดังอยู่ในบริเวณหอคอย

แต่ที่เฮี้ยนสุดๆ เฮี้ยนจริง คือที่ Salt Tower ( หอคอยเกลือ?! -v-" )

( ภาพโดย คุณ Juan José Sánchez-Oro Rosa จาก blogger )

บริเวณนี้ว่ากันว่ามีวิญญาณมาหลอกหลอนให้เห็นบ่อยที่สุด ซึ่งในสมัยราชวงศ์ทิวดอร์หอคอยแห่งนี้ถูกใช้เป็นที่คุมขังนักบวชคณะเยซูอิต

บริเวนชั้นบนของหอคอยจะเห็นร่องรอยที่นักโทษขีดเขียนตามผนังกำแพงด้วยนะเธอ~ @~@

"ในบรรดาหอคอยทั้งหมดของหอคอยแห่งลอนดอน ว่ากันว่า Salt Tower เป็นหอคอยที่เฮี้ยนที่สุดครับ มียามคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่าเขาพยายามจะขึ้นไปชั้นบนของหอคอย แต่ขึ้นไปไม่ได้ เหมือนกับว่ามีกำแพงมากั้น แต่ที่แปลกคือมองไม่เห็นกำแพง ก่อนนั้นมียามอีกคน ต้องตื่นขึ้นมาตอนดึกเพราะรู้สึกว่ามีอะไรมารัดคอ พ่อหนุ่มคนนี้ร้องเสียงหลงสุดชีวิต รีบวิ่งออกมาจากห้องพัก ทั้งในชุดนอนนั่นแหละครับ ตะกุกตะกักเล่าให้เพื่อนฟังว่ามีคนพยายามจะฆ่า หลังจากนั้น เขาไม่เคยเหยียบย่างเข้าไปใน Salt Tower อีกเลย" ลุงฟิล วิลสันเล่าปิดท้าย

Credit
data by

picture by

video by

Wednesday, December 19, 2012

ประวัติ 10 สถานที่ที่น่ากลัวที่สุดในโลก อันดับ 5 เมืองปอมเปอี

อันดับ 5 เมืองปอมเปอี

ปอมเปอี เมืองแห่งโรมัน ที่เดิมเคยเป็นถึงมหานครที่ยิ่งใหญ่ มีทั้งสถานท่องเที่ยว ผลับ บาร์ และโรงละคร ฯลฯ แต่แล้วเหมือนเทพเจ้าเกิดพิโรธ ดลบันดาลให้เกิดการระเบิดครั้งใหญ่ของภูเขาไฟ ซึ่งนำมาสู่การล่มสลายของมหานครอย่างทันที......

สวัสดีครับ ทุกคน วันนี้ก่อนที่เราจะเจาะลึกเกี่ยวกับปอมเปอีนั้น เรามาท่องเที่ยวกันที่ปอมเปอีกับรายการ The insider กันก่อนนะครับ เพื่อที่เราจะได้เข้าถึงเนื้อหากันได้มากขึ้น

( วิดีโอ โดย The insider จาก Youtube )

( วิดีโอ โดย The insider จาก Youtube )

( วิดีโอ โดย The insider จาก Youtube )

เอ้าล่ะ เที่ยวกันเต็มอิ่มแล้ว ต่อไปเราก็จะเริ่มมาเจาะลึกถึงตำนานแห่งเมืองปอมเปอีกันเลยครับ

ปอมเปอี  (Pompeii) ก่อตั้งขึ้นเมื่อประมาณ 550 ปีก่อนคริสต์ศักราช แต่เดิมเป็นเพียงเมืองของชนเผ่าเร่ร่อน จนกระทั่ง 80 ปีก่อนคริสต์ศักราช ปอมเปอีจึงได้ฐานะเป็นส่วนหนึ่งแห่งอาณาจักรโรมัน และชาวปอมเปอีได้รับการยอมรับเป็นพลเมืองโรมัน หลังจากนั้นไม่นาน ชาวโรมันที่มั่งคั่งพากันสร้างบ้านพักตากอากาศตามชายฝั่งทะเลของปอมเปอี และบริเวณลาดเขาของภูเขาไฟวิสุเวียส และเริ่มแปรสภาพเมืองโดยสร้างสิ่งหรูหรา ( ในสมัยนั้นนะครับ ^w^ ) ต่างๆมากมาย เช่น น้ำพุ เหล้าองุ่น ผ้าขนสัตว์ ฯลฯ และในที่สุดปอมเปอีก็กลายเป็นหนึ่งในมหานครที่ยิ่งใหญ่อันเป็นศูนย์กลางการค้าอันมั่งคั่งของโรมัน


ปอมเปอี
( ภาพจาก Google map )

การเดินทางไปยังปอมเปอีนั้น ไม่ลำบากทีเดียว จะนั่งเรือหรือเครื่องบินไปก็สุดจะแล้วแต่ครับ หรือใครเหาะได้นะครับ ผมก็จะขอติดไปด้วยคน =w=" เหอๆๆ

ปอมเปอีตั้งอยู่ที่ เมืองนาโปลี ประเทศอิตาลี โดยเดินทางมาตามถนนหมายเลข 8818 นะครับ ก็จะมาถึงที่นี้ได้ไม่ยาก 



เส้นทางมายังปอมเปอี
( ภาพจาก Google map )

เอ้าล่ะ เรามาต่อกันที่สาเหตุของการล่มสลายของมหานครแห่งนี้กันต่อนะครับ

ถ้าเป็นในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นสึนามิก็ดี~~ จะเป็นแผ่นดินไหวก็ดี~~ รึจะเป็นหนี้ก็ไม่ดี~~~ เหอๆๆ -w-" อะไรก็แล้วแต่เหล่านี้ ( ยกเว้นหนี้ อันนี้ตัวใครก็ตัวใครล่ะครับผม ^w^" ) จะมีการเตือนภัยอยู่ล่วงหน้าเสมอ ทำให้เราสามารถเตรียมการรับมือได้อย่างทันท่วงที แต่ทว่าสำหรับปอมเปอีหาได้เป็นเช่นนั้นไม่

สำหรับปรากฏการณ์ธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว พื้นดินยกระดับ และน้ำพุใต้ดินเหือดแห้ง สำหรับยุคปัจจุบันเราๆอาจจะเดาได้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับโลกใบนี้ แต่ในยุคที่ปอมเปอียังรุ่งเรือง คือ เมื่อประมาณ 2,000 ปีก่อนปรากฏการณ์เหล่านั้นเปรียบเสมือนการเตือนภัยถึงการตื่นจากการหลับใหลมาช้านานของภูเขาไฟ ทว่าชาวเมืองปอมเปอีกลับไม่รู้สึกรู้สาหรือไม่แม้แต่จะลุกขึ้นมาเตรียมการรับมือไว้เลย

ทว่าก็ไม่ใช่เรื่องแปลกทีเดียว เพราะกว่า 1,800 ปีแล้ว ที่ภูเขาไฟวิสุเวียสไม่เคยปะทุ เหล่าชาวเมืองปอมเปอีจึงไม่เคยรู้เลยว่ามันคือ ภูเขาไฟ แม้กระทั่งในภาษาละตินก็ไม่เคยมีการบัญญัติศัพท์คำว่า “ภูเขาไฟ” มาก่อน และที่ดูเหมือนว่าอีกอย่างชาวปอมเปอีจะยังไม่รู้ก็คือ ยิ่งภูเขาไฟหลับใหลยาวนานเท่าไหร่ การระเบิดของมันก็จะยิ่งรุนแรงขึ้นเท่านั้น
       ภายในภูเขาไฟวิสุเวียสมีแอ่งเก็บแมกมาเดือดๆ กว้างประมาณ 3 กิโลเมตรก่อตัวขึ้น และถูกกักอยู่ภายในโดยมีแมกมาเก่ากระจุกตัวอัดกันอยู่ด้านนอก ซึ่งแมกมาเก่านั้นเปรียบเสมือนจุกที่ปิดปากขวดแมกมาร้อนๆ นั่นเอาไว้ แต่ในที่สุดปฏิกิริยาเคมีที่เกิดจากน้ำและก๊าซก็ทำลายจุกลาวา ภูเขาไฟวิสุเวียสจึงฟื้นคืนชีพอีกครั้ง

และแล้ว หายนะก็ได้เริ่มขึ้น.................

เมื่อเวลาประมาณ 13 นาฬิกา 30 นาที ภูเขาไฟวิสุเวียสที่หลับใหลมานานส่งเสียงคำรามกึกก้องจนแผ่นดินไหวสะเทือน การระเบิดของภูเขาไฟลูกนี้นับว่าแตกต่างจากภูเขาไฟทั่วไป เพราะมันไม่มีลาวาหรือลักษณะอื่นๆ ที่มักจะปรากฏมาพร้อมๆกับการระเบิด โดยการระเบิดของภูเขาไฟวิสุเวียสเป็นแบบพลิเนียน ( เป็นการระเบิดอย่างรุนแรงและเกิดคลื่นขนาดมหึมาขึ้น แก๊สเมฆหนาทึบและเศษชิ้นส่วนต่าง ๆ ถูกดันขึ้นเบื้องบนสูงถึง 5-60 กิโลเมตรเหนือระดับน้ำทะเล ความรุนแรงของการระเบิดมีมากพอที่จะทำให้โครงสร้างของกรวยภูเขาไฟสลับชั้นแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆออกมา นอกจากนั้นมีการระเบิดออกมาทางผนังของภูเขาไฟมีการทำลายผนังในปล่อง และมีเศษชิ้นส่วนของลาวาที่แข็งตัวแล้วปะทุออกมา พลังของการระเบิดยากจะคะเนได้ แก๊สและเศษชิ้นส่วนต่างๆ ที่ถูกปล่อยออกมาจากปล่องภูเขาไฟมีความเร็วถึงหลายร้อยเมตรต่อวินาที ) ซึ่งมีอันตรายและน่ากลัวที่สุด ภูเขาไฟวิสุเวียสได้พ่นก๊าซร้อนจัด แมกมา ก้อนหิน เถ้าถ่านออกมาก่อนในครั้งแรก กระแสลมในวันนั้นได้พัดพามัน ไปที่เมืองปอมเปอี และสตาเบียซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของภูเขาไฟวิสุเวียส แต่ด้วยเหตุที่เมืองปอมเปอีอยู่ใกล้กว่า จึงได้รับผลกระทบมากกว่า ในช่วงเวลาไม่กี่นาที ท้องฟ้าเหนือเมืองปอมเปอีก็ถูกปกคลุมด้วยฝุ่นควันจากภูเขาไฟจนแสงอาทิตย์ไม่อาจส่องลอดลงมาได้ เมืองทั้งเมืองได้เปลี่ยนภาพจากกลางวันเป็นกลางคืนในพริบตา ส่วนแมกมานั้นเมื่อถูกพ่นขึ้นไปสู่ชั้นบรรยากาศก็เริ่มจับตัวเป็นก้อนใหญ่ที่หนักขึ้น ก่อนจะเย็นลงและเริ่มตกลงมาที่เมืองปอมเปอีด้วยความเร็ว 180 กิโลเมตร/ชั่วโมง ดูราวกับห่าฝนก้อนหินที่จะค่อยๆ ทับถมเมืองปอมเปอีและชาวเมืองนับหมื่นให้จมลงพร้อมกัน

( ภาพโดย scimag, BBC เรื่อง Pompeii: The Last Day จาก scimag.info )

และแล้ว ชาวเมืองปอมเปอีที่เริ่มหวั่นวิตกและหวาดกลัวก็พากันแตกตื่น บางคนรีบหนีออกจากเมือง บางคนหนีเข้าไปในบ้านหรือในสถานที่สาธารณะต่างๆ ปัญหาเริ่มเกิดก่อนกับคนที่ยังอยู่ในเมือง พวกเขาเริ่มหายใจไม่ออก เพราะก๊าซพิษที่ภูเขาไฟพ่นออกมาทำให้เมื่อหายใจเข้าไปก็เกิดการสำลัก และสิ้นใจก่อนจะถูกขี้เถ้าทับถมร่าง ขณะที่ผู้ที่พยายามหนีส่วนใหญ่กลับตายมากกว่ารอด สาเหตุหลักเป็นเพราะโดนก้อนหินขนาดใหญ่หล่นใส่หัวแล้วก็ล้มลงหมดสติ ( เป๊ะจัง =w=" ) ก่อนที่ขี้เถ้าร้อนๆจะถาโถมทับใส่และขาดอากาศหายใจจนตายในภายหลัง เวลาผ่านไปจนกระทั่งเย็น ชาวเมืองปอมเปอีส่วนใหญ่ที่หลบภัยอยู่ในบ้านก็เริ่มตาย นอกจากจะทนสูดก๊าซพิษต่อไปไม่ไหวก็ยังเกิดก้อนหินขนาดใหญ่ที่ทับถมกันหนาถึง 10 เมตรซึ่งก็เกินกว่าที่หลังคาบ้านรับน้ำหนักไหว และพังลงมาทับร่างคนจนตายในที่สุด

( ภาพโดย scimag, Karl Brullov ( 1830-1833 ) จาก scimag.info )

 ในช่วงเช้าของวันถัดมา ภูเขาไฟวิสุเวียสระเบิดอย่างรุนแรงกว่าวันแรกหลายเท่า แรงสั่นสะเทือนทำให้ทะเลปั่นป่วน คลื่นน้ำรุนแรงจนทำให้บ้านพักตากอากาศแถวริมฝั่งถูกซัดพังทลายไปหลายแห่ง บ่ายวันเดียวกัน กระแสลมเปลี่ยนทิศไปทางทิศตะวันตก (เฉียงใต้เล็กน้อย) นำพาฝุ่นควันสู่เมืองเฮอร์คิวลานีอุมและมิเซนุม (Misenum) แต่เฮอร์คิวลานีอุมอยู่ใกล้ภูเขาไฟวิสุเวียสจึงได้รับความเสียหายก่อนและมากกว่า
       เมื่อการระเบิดของภูเขาไฟวิสุเวียสทวีความรุนแรงขึ้นจนถึงขีดสุด แมกมา เถ้าถ่าน และก๊าซปริมาณมหาศาล ถึง 100,000 ตัน ถูกพ่นออกมาจากภูเขาไฟทุกวินาที และพุ่งขึ้นฟ้าด้วยความเร็วเท่ากับเครื่องบินเจ็ตสู่ระดับความสูง 33 กิโลเมตร แมกมา ก๊าซ และเถ้าถ่านที่ภูเขาไฟวิสุเวียสพ่นออกมานั้นคิดเป็นปริมาตรมากกว่า 4 ลูกบาศก์กิโลเมตร และสามารถพบร่องรอยได้ไกลถึงทวีปแอฟริกา และถ้าเอาเถ้าถ่านเหล่านั้นมากองรวมๆกันแล้วนะครับ มีจำนวนมากพอที่จะบรรจุลงในลูกบาศก์ ที่มีความกว้าง ยาว สูง ด้านละ 2.4 กิโลเมตร
       ในวันที่ 3 ของการระเบิด ภูเขาไฟวิสุเวียสลดความรุนแรงลง เกิดฝนตกบริเวณลาดเขาที่เต็มไปด้วย เถ้าถ่าน กระทั่งในวันที่ 4 น้ำฝนที่ตกลงมาละลายผสมกับเถ้าถ่านแปรสภาพเป็นโคลนเดือดไหลทะลักเข้ากลบเมืองเฮอร์คิวลานีอุม ( อุตสาห์มีปิดท้าย - -" ) ชาวเมืองนับร้อยคนจบชีวิตลง แต่ก็นับว่าเป็นเพียงส่วนน้อย เพราะส่วนใหญ่พากันอพยพลงเรือหนีออกจากฝั่งไปนานแล้ว หนึ่งในผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์หายนะคราวนั้นที่ชื่อว่า ไพลนีน้อย (PLINY THE YOUNGER) ได้บันทึกเหตุการณ์ผ่านจดหมายแล้วก็กลายเป็นจดหมายเหตุประวัติศาสตร์ ได้ข้อมูลว่า เมืองปอมเปอียามนั้นมีประชากรประมาณ 20,000 คน ถูกหินไฟเหลวกลบสิ้นชีวิต 2,000 คน


( ภาพโดย scimag จาก scimag.info )

ในแง่ของประวัติศาสตร์แล้ว ปอมเปอีนั้นมีสิ่งที่น่ารู้น่าสนใจหลายประการ ยิ่งกว่าการขุดค้นเมืองโบราณใดๆ ของโลกทั้งนี้ เพราะเมืองโบราณทั่วไปนั้น ยามล่มสลาย ผู้คนได้ทิ้งเมืองและนำข้าวของมีค่าต่างๆ อพยพติดตัวไปด้วย ไม่เหลือร่องรอยของความเป็นอยู่ให้ได้ศึกษาเท่าใดนัก แต่สำหรับปอมเปอีแล้ว ด้วยภัยธรรรมชาติที่จู่โจมถึงตัวทันที ทำให้ไม่มีเวลาเก็บสมบัติทัน แม้แต่ตัวเองก็ยังเสียชีวิตในลักษณะอาการที่ยังคงค้างอยู่ในขณะนั้น ทำให้นักโบราณคดีมีโอกาสศึกษาการดำรงชีพของชาวเมืองปอมเปอีได้อย่างสมบูรณ์ ( สุดยอด =v=" )

ความจริงแล้ว การขุดค้นปอมเปอีมีขึ้นหลังจากเมืองถูกภูเขาไฟถล่มไม่กี่วัน โดยพลเมืองปอมเปอี ผู้ที่หนีเอาชีพรอดไปได้นั้นเอง พวกเค้าได้หวนกลับคืนมาเพื่อสำรวจ ตรวจดูทรัพย์สมบัติของตน แต่อะไรจะเหลือให้เห็นกันเล่า ^ ^" ไม่ว่าจะเป็น ถนน โบสถ์ โรงละคร หรือตลอดจนที่อยู่ อาศัยทั้งหมด ล้วนจมอยู่ใต้ขี้เถ้าหนาถึง 10 เมตร บางคนพยายามขุดอุโมงค์ทะลุขี้เถ้า ที่ทับถมเพื่อเข้าไปสู่บ้านของตน เพราะตอนหนีนั้นรีบหนีอย่างฉุกละหุก และได้ทิ้งข้าวของมีค่าไว้มากมาย แต่ด้วยความยากลำบากในการขุดค้นทำให้พวกเขาต้องท้อถอยยอมแพ้ หากทว่าด้วยความไม่อยากอพยพไปอยู่ที่อื่น พวกเขาจึงใช้แผ่นดินที่อุดมด้วยปุ๋ยขี้เถ้านั้นทำฟาร์มขนาดใหญ่โต หรือทำไร่องุ่นเสียเลย พอผ่านไปหลายชั่วอายุคน ทุกคนก็เลยพากันลืมกันไปเสียสนิทจริงๆเลย ว่าพื้นดินเบื้องล่าง ( พอกด้วยเถ้าถ่านหนากว่า 10 เมตร #~# ) นั้น เดิมเคยเป็นเมืองอันรุ่งเรืองของบรรพบุรุษของพวกเค้ามาก่อน

Credit:
data by

picture by

Saturday, December 8, 2012

ประวัติ 10 สถานที่ที่น่ากลัวที่สุดในโลก อันดับ 6 ค่ายกักกันเอาชวิทซ์


อันดับ 6 ค่ายกักกันเอาชวิทซ์ (Auschwitz) ประเทศโปแลนด์

( วิดีโอโดย คุณ xxmikexx34 จาก Youtube )

คุณจะรู้สึกอย่างไรหากวันนึงคุณถูกจับเข้าสถานที่แห่งหนึ่งโดยไร้สาเหตุ ที่ซึ่งไร้แสงแห่งอิสระภาพ มีเพียงแสงตะวันแผดเผาทุกสิ่ง ความหนาวเหน็บเข้ากระดูกดำ น้ำตา การกักขัง ทารุณ ใช้แรงงานอย่างหนัก และสังหารหมู่อย่างโหดเหี้ยม....

หากจะนิยามอะไรให้แก่เอาชวิทซ์แล้ว นิยามข้างต้นก็ดูจะเข้ากันได้อย่างดีสำหรับค่ายกักกันนี้ ค่ายกักกันเอาชวิทซ์ หรือชื่อเต็มๆว่าค่ายกักกันเอาชวิทซ์-เบียร์เคเนา ( Auschwitz-Birkenau concentration camp ) ค่ายนี้ถือได้ว่าใหญ่มากที่สุดในบรรดาทุกค่ายของนาซีในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 

( ภาพโดย Wikipedia จาก th.wikipedia.org )

เพียงดูจากทางเข้าไกลๆก็พอที่จะให้เราเห็นถึงความยิ่งใหญ่ ( และความวังเวง =w= ) ของค่ายกักกันนี้ แต่ทว่าตัวค่ายเองนั้นก็มีประวัติอันน่ากลัวไม่แพ้ความใหญ่ของมันเลย แต่ก่อนเราจะเจาะลึกกันถึงประวัติค่าย เราจะมาดูสถานที่ตั้งกันก่อนนะครับ

( ภาพจาก google map )

ค่ายกักกันตั้งอยู่ที่ประเทศโปแลนด์ ทวีปยุโรป ไม่ไกลจากบ้านเราสักเท่าไหร่ ( เหรอ -w-? ) การไปค่ายนั้นต้องนั่งรถจากเมือง Krakow ประมาณ 1 ชั่วโมงครับ
ไปถึงแล้วจะมี 2 ค่ายใกล้ๆ กัน คือ Auschwitz และ Auschwitz II–Birkenau ครับ

ชื่อค่ายเอาชวิทซ์นั้นมาจากชื่อของเมือง "ออชเฟียนชิม" (Oświęcim) ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพนาซีได้รุกรานโปแลนด์ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1939 และโปแลนด์ก็ต้านทานแสนยานุภาพของนาซีไม่อยู่ @~@ ออชเฟียนชิมของโปแลนด์จึงถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของนาซีเยอรมนีในเวลาต่อมาและเปลี่ยนชื่อเป็นเอาชวิทซ์ (Auschwitz) ซึ่งเป็นชื่อในภาษาเยอรมัน ( เหมือนจะอ่านว่า "เอาชีวิต" มากกว่า =w=" )
ส่วนเบียร์เคเนา (Birkenau) ที่ต่อท้ายชื่อค่ายเอาชวิทซ์นั้น เป็นชื่อในภาษาเยอรมันที่แผลงมาจาก "บเจชิงคา" ( Brzezinka ) ซึ่งเป็นชื่อหมู่บ้านเล็ก ๆ ไม่ไกลนักที่ต่อมาถูกเยอรมนีทำลายเกือบทั้งหมด

( ภาพจาก virtualtourist.com   )

เอาชวิตซ์ถูกสร้างขึ้นโดย กองทัพนาซี ที่ใกล้เมืองเอาชวิทซ์ในโปแลนด์เมื่อปี 1940 ต่อมาได้มีการขยาย ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นหลายครั้ง จนมีแดนขังเพิ่มเป็น 3 แดน คือ เอาชวิตซ์ 1, เอาชวิตซ์ 2 และเบอร์เคนนูร์, เอาชวิตซ์ 3 และโคโนวิตซ์ และมีค่ายกักกันย่อยในเครือเดียวกันอีก 40 แห่ง ระยะแรกๆ ใช้จำขังนักโทษชาวโปล

( ภาพจาก nizkor.org )


ต่อมาก็ใช้เป็นที่กักขังเชลยศึก โซเวียตและนักโทษสัญชาติอื่น รวมทั้งชาวเผ่ายิปซีจนถึงปี 1942 เอาชวิตซ์ก็ถูกใช้เป็นที่สังหารหมู่ นักโทษจำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ โดยมุ่งสังหารชนเผ่ายิวในยุโรปเป็นหลัก ตามแนวนโยบายของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ที่จะล้างเผ่าพันธุ์ยิวให้สิ้นซาก ดังนั้น ชาวยิวทั้งหญิง คนแก่ และเด็ก จึงถูกจับมากักกันไว้ที่เอาชวิตซ์ โดยหลอกว่าจะพามาหางานทำบ้าง จะย้ายมาสร้างถิ่นฐานใหม่ ให้อยู่อย่างสะดวกสบายบ้าง


แล้วทำไมต้องสังหารหมู่ชาวยิว? อันนี้ลุงฮิตเลอร์มีคำตอบให้ครับ

เมื่อสมัยที่ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นําเยอรมันซึ่งกำลังเรืองอำนาจอยู่ในยุโรปในขณะนั้นได้มีความคิดที่จะสร้างมนุษย์สายพันธุ์ใหม่ ที่ฉลาด เข้มแข็ง และเก่งเกินมนุษย์มนาด้วยกัน ( พันธุ์ไหนอ่ะ =^=" ) ซึ่งจำเป็นต้องมีสายเลือดเยอรมันอย่างบริสุทธิ์ มีองค์ประกอบทางกายภาพครบถ้วน เช่น มีผมสีทอง นัยน์ตาสีฟ้า ฯลฯ ซึ่งชาวยิวจะมีลักษณะที่แตกต่างไปครับ ทำให้ถูกแบ่งแยก

( ภาพจาก iseehistory.com )

และในนาซีเยอรมันนั้นก็มีชาวยิวอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ก็กลัวว่า ชาวยิวจะ....... ( คงจะรู้กันนะครับว่าอะไร ^w^" กึ๊ย! ) กับชาวเยอรมัน ทำให้เลือดเยอรมันไม่บริสุทธิ์ จึงได้จัดการต้อนชาวยิวจากทั่วทุกมุมในทวีปยุโรปมายังค่ายเอาชวิทซ์ และเนื่องจากการจะขนส่งชาวยิวจากทั่วทั้งยุโรปมายังค่ายเอาชวิทซ์นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้น ในการขนส่งจึงมีการใช้พาหนะทุกรูปแบบทั้ง รถยนต์ รถไฟ เรือเดินสมุทร และพาหนะทุกประเภทที่จะขนส่งชาวยิวได้ และเมื่อมาถึงชาวยิวก็ได้รับการปฏิบัติจากทหารนาซีที่รออยู่ที่ค่ายอย่างเสียไม่ได้

แล้วพวกนาซีทำอะไรบ้างกับชาวยิว? เราจะมาเจาะลึกกันครับ
***ในที่นี้ขอใช้คำว่านักโทษเพื่อกล่าวรวมๆถึงชาวยิวและชาวอื่นๆที่เป็นนักโทษนะครับ***

เริ่มต้นนั้น เมื่อมาถึงนักโทษจะถูกพาไปยังด่านแรกของค่ายชื่อว่า ด่านแคนาดา ด่านนี้จะริบทรัพย์สินทุกๆอย่างของนักโทษ ไม่ว่าจะเป็น แก้ว หวาน ทอง เพชร แว่นตา รองเท้า ถุงเท้า เสื้อและกางเกงหรูๆ และเอิ่ม......... ข้ามล่ะกันนะครับ ^w^" ไม่เว้นแม้แต่ขาเทียม แขนเทียมและรถเข็นเด็กทารก ( เอากระทั่งรถเข็นเด็กเลยแหะ -[]-" )
หลังจากนั้น นักโทษจะถูกสั่งให้เข้าแถวโดยแบ่งเป็นสองแถวซ้ายและขวา โดยแถวขวาจะเป็นแถวที่หลังจากตรวจแล้ว พบว่าจำเป็นต้องประหาร จะให้เข้าแดนประหารทันที OwO! ส่วนแถวซ้ายเป็นแถวที่ตรวจแล้วไม่มีอะไร ก็จะให้เดินเข้าที่พักต่อไป

( ภาพโดย คุณ marzo จาก bloggang )

เห็นสวยๆอย่างงี้ใช่ว่าข้างในจะสวยเหมือนข้างนอกนะครับ เพราะภายในที่พักนี้มีสภาพไม่ต่างจากเล้าไก่เลยล่ะครับ ( เดาว่านักโทษที่เห็นคงอยากจะหันหลังกลับไปเข้าแถวขวาเป็นแน่ =w= )

( ภาพโดย คุณ ต่วย'ตูน และ ทวีชัย สุวพาณิ จาก Ok NationBlog )

สภาพภายในที่พักเป็นโรงทึบๆ ไม่มีที่ระบายอากาศ และ ช่องแสง ( สาเหตุที่ไม่ยอมเจาะช่องระบายอากาศก็เพราะนาซีกลัวนักโทษหนีครับ ) สภาพเตียงเป็นเตียงสามชั้น ต้องนอนบนเตียงสามชั้นที่ต่อกัน เป็นแถวยาวให้นอนสลับหัว สลับเท้ากัน เมื่อขึ้นเตียงต้องนอนเลย นั่งไม่ได้ เพราะความสูงระหว่างชั้นเตียงนั้นเตี้ยมาก

แต่ที่ดูเหมือนจะทรมานยิ่งกว่าที่นอนก็คือ ที่ถ่ายทุกข์ทั้งหนักเบาหรือโถส้วมของเหล่านักโทษเพราะโถส้วมนั้นตั้งอยู่ภายในที่พักเลย และไม่มีการระบายของเสียออก ทำให้เมื่อใช้นานเข้าปัสสะวะก็จะเจิงนองและน้องๆอุนจิก็จะลอยตุ่มป่องอยู่ในโถส้วม #~# ส่งกลิ่นอันไม่น่าพิศสมัยอบอวลไปทั่ว @[|||]@

และเมื่ออย่างเข้าหน้าหนาวก็ทรมานอีก ด้วยอุณหภูมิที่แทบจะลดจนเกือบจะศูนย์องศา สำหรับนักโทษที่ยากจนดูจะไม่ค่อยลำบากนักเพราะยังมีเสื้อผ้าเก่าๆใส่ ( ไม่ถูกยึดจากด่านแคนนาดา ) แต่นักโทษที่รวยจะไม่มีเสื้อผ้าใส่ ( เพราะถูกยึดในด่านแคนนาดา ^ ^" ) เลยจำเป็นต้องทนหนาวไปจนชิน ( หรือไม่ก็หนาวจนสิ้นใจล่ะนะครับ v_||_v )

หน้าร้อนก็ทรมานไม่แพ้กันครับ ด้วยสภาพที่เป็นโรงทึบๆ ไม่มีที่ระบายอากาศทำให้ภายในร้อนจนต้มไข่ไก่ให้สุกได้เลยล่ะ +v+ ( งานนี้นักโทษที่รวยก็สบายกันแล้วล่ะครับ ^v^" )
ถ้าเป็นหน้าร้อน เราๆคงจะอยากอาบน้ำกันใช่มั้ยล่ะครับ จะได้คลายร้อน แต่ไม่ใช่นี้ครับ ที่นี้นาซีไม่อนุญาตให้อาบน้ำครับ แต่จะพาไปอาบเองเป็นระยะ ซึ่งนาซีจะแบ่งออกเป็นสองกลุ่มสำหรับสองห้องอาบน้ำครับ โดยกลุ่มแรกไปอาบน้ำที่ห้องแรก ส่วนกลุ่มที่สองได้อาบน้ำห้องที่สอง ภายในห้องทั้งสองจะมีสภาพไม่ต่างกันครับ คือ มีประตูหนาสองชั้น เจาะช่องมองกรุกระจกไว้ด้วย และก่อนอาบนักโทษจะถูกสั่งให้ถอดเสื้อออกให้หมด OwO! ฮ่าๆ อย่าเพิ่งคิดนะครับว่า นักโทษต้องไม่พอใจแน่ที่ถูกสั่งให้ถอดเสื้อให้หมด ตรงกันข้ามครับ นักโทษทุกคนนั้นมีความสุขมากในตอนนี้ และเข้าสู่ห้องอาบน้ำ ตอนนี้ล่ะครับ คือ ช่วงเวลาแห่งความสุขของเหล่านักโทษ แต่ทว่ากลุ่มที่สองนั้นไม่ได้อาบน้ำอย่างมีความสุขอยุ่ภายในห้องที่สองหรอกนะครับ เพราะสำหรับกลุ่มที่สองนั้นจะเป็นกลุ่มที่จะถูกประหารแทน โดยจะถูกรมแก๊สพิษกระป๋องแทน ( แห่ม มันหลอกให้ดีใจกันเห็นๆ - -" )

( ภาพโดย คุณ Pearl จาก Topicstock Pantip )

ซึ่งแก๊สพิษนี้ใช่โดนแล้วตายทันทีเหมือนในหนังนะครับ นักโทษที่ถูกรมควันนั้นจะค่อยหายใจไม่ออกและดิ้นทุรนทุรายจนตายไปในที่สุด โดยในระหว่างนั้น ผู้คุมจะดูอยู่ที่ช่องที่เจาะไว้จนคนสุดท้ายนั้นนิ่งแล้ว จึงเข้ามาจัดการศพซึ่งขอบอกเลยครับว่าจัดการกันจนหยดสุดท้ายเลยจริงๆ โดยเริ่มจากทรัพย์สินที่ติดตัว เช่น ฟันทอง ฯลฯ ตามตัวจะถูกเก็บไว้ ส่วนผมนั้นจะนำมาสระชำระล้างให้สะอาด ตากให้แห้ง แล้วส่งไปยังโรงงานถักเสื้อกันหนาว  ชิ้นส่วนแขนขาก็ส่งให้แพทย์สนามนำไปต่อให้ทหารที่ได้รับบาดเจ็บ ส่วนกล้ามเนื้อศพนั้นจะถูกส่งไปยังโรงครัวเพื่อปรุงเป็นซุปและแฮมเบคอนเลี้ยงนักโทษที่อาบน้ำอยู่ OvO!  ซึ่งนานๆ ครั้งที่นักโทษจะได้รับประทานซุปและแฮมกับเบคอน จึงต่างพากันเจริญอาหารกันทั้งค่าย ท่ามกลางอาการพะอืดพะอมของทหารควบคุมผู้รู้ความจริง และสุดท้ายกระดูกของนักโทษที่ถูกรมแก๊สพิษก็จะถูกเผาจนเหลือเพียงเถ้าถ่านและรวบรวมไว้เพื่อเอาไปเป็นปุ๋ยสำหรับต้นไม้ต่อไป ( ใช้จนคุ้มจริงๆ =^=b )


( ภาพโดย คุณ Pearl จาก Topicstock Pantip )

แต่ทว่านะครับในระหว่างการเผานั้นเองดูจะเป็นอะไรทีทรมานขึ้นอีกขึ้นเพราะเนื่องจากนักโทษบางคนนั้นอึด รมแก๊สพิษแล้วยังรอด แถมนาซียังไม่มีการตรวจสอบโดยละเอียดว่าตายจริง ดังนั้น เมื่อถูกเผาก็เลยมีการดิ้นรอบสองกันต่อ OoO!

อ๋อ อย่าเพิ่งคิดช่วงนะครับว่ามีแต่การประหารด้วยการรมควันน่ะครับ +v+

เพราะว่าการประหารนักโทษนั้นบางครั้งแก๊สก็ไม่ทันใจเพราะต้องสังหารหมู่คราวละมากๆ เนื่องจากดันเกิดความจําเป็นต้องการที่ว่างเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีนักโทษหน้าใหม่ถูกจับกุมตัวมามาก จึงต้องประหารเพิ่มด้วย การจัดอาบน้ำกลางแจ้ง โดยไล่ต้อนนักโทษไปถอดเสื้อผ้า เตรียมอาบน้ำในป่าหลังค่ายกักกัน แล้วก็สังหารเสียด้วยปืน จากนั้นก็นำศพมาเผาบนกองฟืน @~@

รวมๆแล้วถึงจุดนี้ เราจะกล่าวหาว่าฮิตเลอร์จงใจว่าตั้งค่ายกักกันไว้เพื่อสังหารล้างเผ่าพันธุ์ยิวเผ่าเดียวก็ไม่ถูก เพราะแต่เดิมนั้นวัตถุประสงค์ในการเปิดค่ายกักกันเอาชวิตซ์ไม่ได้มุ่งจับยิวไปฆ่าเพียงเผ่าเดียว นักโทษที่ถูกส่งมากักกันรอประหารนี้ยังมีพวกโรมาหรือเผ่ายิปซีเร่ร่อนอีกด้วย

ปลายสงครามโลกครั้งที่สอง เยอรมนีเตรียมปกปิดหลักฐานการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ จึงมีการรื้อโรงรมแก๊สสังหารกับโรงเผาศพ และย้ายนักโทษที่ยังแข็งแรงกลับมายังดินแดนเยอรมัน  ( แห่ม ทำเนียนเนอะ -v-" )

ต่อมาในวันที่ 27 มกราคม 1945 กองทัพแดงของสหภาพโซเวียต ได้บุกเข้ายึด เอาชวิตซ์จากเยอรมัน โดยที่กองทัพโซเวียตรุกคืบได้รวดเร็วมากทำให้ไม่อาจทำลายอาคารและหลักฐานได้หมด เอาชวิตซ์จึงยังหลงเหลือเป็นหลักฐานประจาน ความโหดร้ายของนาซีอยู่จนถึงทุกวันนี้ :P

ปัจจุบันเอาชวิตซ์เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญและมีนักท่องเที่ยวสนใจมากที่สุดแห่งหนึ่งของโปแลนด์ ซึ่งโปแลนด์พยายามรักษาสภาพเอาชวิตซ์ให้ใกล้เคียงสภาพเดิมให้มากที่สุดเพื่อเป็นอุทาหรณ์ถึงความทารุณโหดร้ายที่มนุษย์กระทำต่อมนุษย์ด้วยกันได้ลงคอ

เมื่อถึง 27 มกราคม ปี 2005 นับได้ 60 ปีพอดี องค์การสหประชาชาติจึงได้จัดพิธี ไว้อาลัยผู้ที่เสียชีวิต จำนวนนับล้าน ที่ถูกสังหารที่ค่ายกักกันแห่งนี้เพื่อ เป็นการระลึกถึงวันครบรอบ 60 ปีแห่งการยึดเอาชวิตซ์ และปลดปล่อยนักโทษที่รอการสังหารได้สำเร็จ

( ภาพโดย คุณ Holocaust จาก wordpress.com )

Credit:
data by
-ค่ายกักกันเอาชวิทซ์ by wikipedia @ th.wikipedia.org
-บรื๋อ!!! ขนหัวลุกกับ 10 ที่เที่ยวสุดสยองขวัญรับ "ฮัลโลวีน"  by daejongkon @ funny.hunsa.com
-ค่ายกักกันมรณะ Auschwitz-Birkenau by คุณ Pearl @ topicstock.pantip.com

picture by
-64 ปี “ค่ายเอาชวิตซ์” (Auschwitz) by คุณ ต่วย'ตูน และ ทวีชัย สุวพาณิ @ www.oknation.net
-ระลึกสุดใจ : ( 1 ) ค่ายกักกันนรกเอาชวิตซ์ ( Auschwitz Concentration Camp ) - Oswiecim , Poland  by คุณ marzo @ www.bloggang.com